ดูพระแท้

พระซุ้มกอ

 

 

 

จากพระราชนิพนธ์ประพาสต้นกำแพงเพชรของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกไว้ว่า นายชิด มหาดเล็กหลานพระยาประธานนคโรทัยจางวางเมืองอุทัยธานีเดิมได้รับราชการในกระทรวงมหาดไทยเป็นตำแหน่งนายอำเภอ อยู่ในมณฑลนครชัยศรี ป่วยลาออกมารักษาตัว อยู่บ้านภรรยาที่เมืองกำแพงเพชร ไปได้ตำนานพระพิมพ์มาให้  ว่ามีกษัตริย์องค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระยาศรีธรรมาโศกราช จะบำรุงพระพุทธศาสนาจึงไปเชิญพระธาตุมาแต่ลังกา สร้างเจดีย์ บรรจุไว้แควน้ำปิงและน้ำยมเป็นจำนวนพระเจดีย์ 84,000 องค์ พระฤาษีจึงได้สร้างพระพิมพ์ขึ้นถวายพระยาศรีธรรมาโศกราชเป็นอุปการะ จึงได้บรรจุพระธาตุและพระพิมพ์ไว้ ในพระเจดีย์แต่นั้นมา เหตุที่จะพบพระพิมพ์กำแพงเพชรขึ้นนี้ว่า 

เมื่อปีระกาเอกศก จุลศักราช 1211 สมเด็จพระพุฒาจารย์โต วัดระฆัง ขึ้นมาเยี่ยมญาติที่เมืองกำแพงเพชร ได้อ่านศิลาจารึกไทยโบราณมีอยู่ที่วัดเสด็จได้ความว่า มีพระเจดีย์โบราณบรรจุพระบรมาตุอยู่ริมน้ำปิง ฝั่งตะวันตกตรงข้ามเมือง จึงได้ค้นคว้ากันขึ้น พบพระเจดีย์สามองค์นี้ ชำรุดทั้งสามองค์ เมื่อพญาตะก่าขอสร้างรวมเป็นองค์เดียว รื้อพระเจดีย์ลงจึงได้พบพระพิมพ์กับได้ลานเงินจารึกอักษรขอม เป็นตำนานสร้างพระพิมพ์ และวิธีบูชา นายชิดได้คัดตำนานและวิธีบูชามาให้ด้วย ของถวายในเมืองกำแพงเพชรนี้มีพระพิมพ์เป็นพื้น ได้คัดตำนานติด ท้ายหนังสือเล่มนี้ไว้ด้วย

                     เมืองกำแพงเพชร
               วันที่ 25 สิงหาคม รัตนโกสินทร์ศก 125 
ข้าพระพุทธเจ้า นายชิด มหาดเล็กเวร หลานพระยานคโรทัย จางวางเมืองอุทัยธานี เดิมได้รับราชการในกระทรวงมหาดไทย เป็นตำแหน่งนายอำเภอ อยู่มณฑลนครชัยศรี  ข้าพระพุทธเจ้า เจ็บทุพลภาพจึงกราบถวายบังคมลาออกจากหน้าที่ราชการ ขึ้นมารักษาตัวอยู่บ้านภรรยาที่เมืองกำแพงเพชร ข้าพระพุทธเจ้า ได้สืบเสาะหาพระพิมพ์ของโบราณ ซึ่งมีผู้ขุดค้นได้ในเมืองกำแพงเพชรนี้ ได้ไว้หลายอย่างพร้อมกัน พิมพ์แบบทำพระหนึ่งแบบ ขอพระราชทานทูลเกล้าถวาย
ข้าพระพุทธเจ้า ได้สืบถามผู้เฒ่าผู้แก่ถึงตำนานพระพิมพ์เหล่านี้ อันเป็นที่เชื่อถือกันในแขวงเมืองกำแพงเพชรสืบมาแต่ก่อน ได้ความว่า พระพิมพ์เมืองกำแพงเพชรนี้ มีมหาชนเป็นอันมากนิยมนับถือลือชามาช้านาน ว่ามีคุณาสงส์แก่ผู้สักการบูชาในปัจจุบัน หรือมีอานุภาพทำให้สำเร็จผลความปรารถนาแห่งผู้สักการบูชาด้วยอเนกประการ  สัณฐานของพระพุทธรูปพิมพ์นี้ ตามที่มีผู้ได้พบเห็นแล้วมีสามอย่าง คือ
   พระลีลาศ ( ที่เรียกว่าพระเดิน)  อย่าง1 พระยืนอย่าง 1 พระนั่งสมาธิอย่าง 1
วัตถุที่ทำเป็นองค์พระต่างกันเป็น 4 อย่างคือ ดีบุกหรือตะกั่วอย่าง 1 ว่านอย่าง 1 เกสรอย่าง 1
ดินอย่าง 1     พระพิมพ์นี้ ครั้งแรกที่มหาชนจะได้พบเห็นนั้น  ได้ในเจดีย์วัดพระธาตุฝั่งตะวันตกเป็นเดิม
และการสร้างพระพิมพ์นี้ขึ้นนั้น ตามสามัญนิยมว่า ณ กาลครั้งหนึ่ง เมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว มีพระบรมกษัตริย์พระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระยาศรีธรรมาโศกราช เป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ ทรงมหิทธิเดชานุภาพแผ่ไปในทิศานุทิศ ตลอดจนถึงลังกาทวีปรวบรวมพระบรมธาตุ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นำมาสร้างสถูปเจดีย์บรรจุไว้ ในแควน้ำปิงและน้ำยม เป็นต้นเป็นจำนวนเจดีย์  84,000 องค์ ครั้งนั้นพระฤาษี จึงได้กระทำพิธีสร้างพระพิมพ์เหล่านี้ถวายแก่พระยาศรีธรรมาโศกราช  เป็นการอุปการะในพระพุทธศาสนา  ครั้งแรกที่จะได้พบพระเจดีย์ บรรจุพระบรมธาตุและพระพิมพ์เหล่านี้  เดิม ณ ปีระกาเอกศกจุลศักราช 1211 สมเด็จพุฒาจารย์(โต) วัดระฆัง  กรุงเทพ ขึ้นมาเยี่ยมญาติ ณ เมืองกำแพงเพชร  ได้อ่านแผ่นศิลาจารึกอักษรไทยโบราณที่ประดิษฐานอยู่ ณ อุโบสถวัดเสด็จ ได้ความว่า...
มีเจดีย์โบราณบรรจุพระบรมธาตุ อยู่น้ำปิงฝั่งตะวันตก ตรงหน้าเมืองเก่าข้ามสามองค์ ขณะนั้นพระยากำแพง(น้อย)  ผู้งว่าราชการเมืองได้จัดการ ค้นคว้า  พบวัดและเจดีย์สมตามอักษรในแผ่นศิลา จึงป่าวร้องบอกบุญราษฎร ช่วยกันแผ้วถาง และปฏิสังขรณ์ขึ้น เจดีย์ที่ค้นพบเดิมมีสามองค์  องค์ใหญ่ซึ่งบรรจุพระบรมธาตุอยู่กลาง ชำรุดบ้างทั้งสามองค์ ภายหลังพระยากำแพง(อ่อง) เป็นผู้ว่าราชการเมือง  แซงพอกะเหรี่ยง ( ที่ราษฎรเรียกพญาตะก่า) ได้ขออนุญาตรื้อพระเจดีย์สามองค์นี้ทำใหม่ รวมเป็นองค์เดียว
ขณะที่รื้อพระเจดีย์ 3 องค์นั้น ได้พบตรุพระพุทธรูปพิมพ์ และลานเงินจารึกอักษรขอม กล่าวตำนานการสร้างพระพิมพ์ และลักษณะการสักการบูชาด้วยประการต่างๆ  พระพิมพ์ชนิดนี้ มีผู้ขุดได้ที่เมืองสรรค์บุรีครั้งหนึ่งแต่หามีแผ่นลานเงินไม่ แผ่นลานเงินในตำนานนี้กล่าวว่า มีเฉพาะแต่ ในพระเจดีย์วัดพระธาตุฝั่งน้ำปิงตะวันตกแห่งเดียว มีสำเนาที่ผู้อื่นเขียนไว้ดังนี้ 

            ตำนานที่ปรากฏในจารึกลานเงิน
ตำบลเมืองพิษณุโลก  เมืองกำแพงเพชร เมืองพิชัยสงคราม เมืองพิจิตร เมืองสุพรรณบุรี  ว่ายังมีฤาษี 11 ตน ฤาษีเป็นใหญ่สามตน ตนหนึ่งฤาษีพิลาไลย  ตนหนึ่งฤาษีตาไฟ ตนหนึ่งฤาษีตางัว เป็นประธานแก่ฤาษีทั้งหลาย  จึงปรึกษากันว่า เราท่านทั้งนี้ จะเอาอะไรให้แก่พระยาศรีธรรมาโศกราช ฤาษีทั้งสาม จึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงว่า เราจะทำด้วยฤทธิ์  ทำด้วยเครื่องประดิษฐานเงินทอง ไว้ฉะนี้ฉลองพระองค์ จึงทำเป็นเมฆพัด  อุทุมพร เป็นมฤตย์พิศม์ อายุวัฒนะ  พระฤาษี         ประดิษฐานในถ้ำเหวน้อยใหญ่ เป็นอานุภาพแก่มนุษย์ทั้งหลายสมณชีพราหมณาจารย์เจ้าไปถ้วน 5,000 พระพรรษา   ฤาษีตนหนึ่งจึงว่าแก่ฤาษีทั้งหลายว่า ท่านจงไปเอาว่านทั้งหลาย อันมีฤทธิ์เอามาได้สัก 1000 เก็บเอาเกสรไม้อันวิเศษที่มีกฤษณาเป็นอาทิให้ได้ 1000  ครั้นเสร็จแล้ว ฤาษีจึงป่าวร้องเทวดาทั้งปวงให้ช่วยกันบดยาทำเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่ง เมฆพัดสถานหนึ่ง  ฤาษีทั้งสามองค์จึงให้ฤาษีทั้งปวง ให้เอาว่านทำเป็นผง เป็นก้อนประดิษฐาน ด้วยมนตร์คาถาทั้งปวงให้ประสิทธิทุกอัน จึงให้ฤาษีทั้งนั้นเอาเกสรและว่านมาประสมกันดี เป็นพระให้ประสิทธิแล้ว  ด้วยเนาวหรคุณ  ประดิษฐานไว้บนเจดีย์อันหนึ่งถ้าผู้ใดถวายพระพรแล้วจึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพเถิด  ให้ระลึกถึงคุณพระฤาษีที่ทำไว้นั้นเถิด ฤาษีไว้อุปเทศดังนี้.
   1.แม้อันตรายสักเท่าใด ให้นิมนต์พระใส่ศีรษะ อันตรายทั้งปวงหายสิ้น
   2. ถ้าทำการสงคราม ให้เอาพระใส่น้ำมันหอม แล้วใส่ผม จะไม่ต้องศัตราวุธ
   3. ถ้าจะใคร่มาตุคาม (สตรี)  เอาพระสรงน้ำมันหอมใส่ ใบพลู ทาตัว
   4. ถ้าจะเจรจาให้สง่างาม คนเกรงกลัวเอาพระใส่น้ำมันหอมหุงขี้ผึ้งเสกทาปาก
   5.ถ้าค้าขาย หรือเดินทาง เอาพระสรงน้ำหอมเสกด้วยพระพุทธคุณ
   6. ถ้าเป็นความกัน ให้เอาพระสรงน้ำหอม เอาด้าย 11 เส้น ชุบน้ำมันหอมนั้นและทำไส้เทียนตามถวายพระ แล้วพิษฐานตามใจชอบ ......จารึกลานเงินยังบันทึกว่า.....พระเกสรก็ดี พระว่านก็ดี พระปรอทก็ดี  อานุภาพดังกำแพงล้อมกันภัยแก่ผู้นั้น 

ขนาดของพระซุ้มกอ เท่าที่พบในจังหวัดกำแพงเพชร มีหลายขนาดคือ
   พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่
   พระซุ้มกอพิมพ์กลาง
   พระซุ้มกอพิมพ์เล็ก
   พระซุ้มกอพิมพ์คะแนน
พิมพ์ของพระซุ้มกอ มีหลายพิมพ์ คือ
   พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ มีกนก
   พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ ไม่มีกนก (ซุ้มกอดำ)
   พระซุ้มกอพิมพ์กลาง
   พระซุ้มกอพิมพ์เล็ก 
   พระซุ้มกอพิมพ์ขนมเปี๊ยะ (ไม่ตัดปีก)
   พระซุ้มกอพิมพ์เล็ก พัดใบลาน
พระซุ้มกอที่นิยมกันมากที่สุดคือ พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่มีลายกนก พบที่กรุทุ่งเศรษฐี และพระบรมธาตุนครชุม เป็นพระดินเผาเนื้อค่อนข้างนิ่ม ละเอียดมาก มีว่านดอกมะขามปรากฏทั่วองค์ การที่มีเนื้อละเอียดและนิ่มทำให้พระซุ้มกอพิมพ์ใหญ่ มักหักชำรุดเสียหายเป็นส่วนใหญ่ เหลือที่สมบูรณ์จริงๆน้อยมาก ทำให้ราคาเช่าสูงมาก เป็นที่นิยมสูงสุด    คนกำแพงเพชร น้อยคนนักที่ได้มีโอกาสเห็นพระซุ้มกอองค์นี้ทั้งที่ กรุอยู่ที่กำแพงเพชร
พุทธลักษณะของพระกำแพงซุ้มกอ เป็นปางสมาธิ พบทั้งสมาธิราบ และสมาธิเพชร เป็นศิลปะเชียงแสนผสมกับสุโขทัย คือองค์พระอวบอ้วน พระอุระผึ่งนูนดูเด่นสง่างามมาก แบบเชียงแสนพระนาภีเรียว การทิ้งพระพาหา และขัดสมาธิงดงามแบบสุโขทัย มีประภามณฑลรอบพระเศียรคล้ายรูปตัว
ก ไก่ บางท่านว่าซุ้มที่องค์พระเหมือนรูปก.ไก่มาก จึงเรียกกันว่าพระซุ้มกอ
   พระซุ้มกอมีหลายประเภท  มีหลายสี มีทั้งสีแดง สีดำ สีขาว สีเขียว ชนิดซุ้มกอดำ เป็นพระที่ไม่ได้เผา องค์พระสร้างด้วยไส้ในของเม็ดมะค่าผสมปูนกินหมาก ผงอิทธิเจ เกสรดอกไม้ 108 ชนิด



ความเชื่อบุญฤทธิ์ของพระซุ้มกอ
   1.พระซุ้มกอดำ มีอิทธิฤทธิ์ อานุภาพ ในทางเมตตามหานิยมและอยู่ยงคงกระพัน
มีลักษณะเป็นพระนั่งสมาธิมือวางบนพระเพลา ไม่เผามีรักทาทั้งองค์
   2.พระซุ้มกอแดง ขาวและเขียว มีอิทธิฤทธิ์สูงทางเมตตามหานิยมสูง มีลักษณะเดียวกับพระซุ้มกอดำ โดยเฉพาะพระซุ้มกอแดง เผาแล้วซัดด้วยว่านผง องค์พระจึงสีสดงดงามมาก เนื้อมันปู มีความแข็งแกร่งคงทนกว่าสีดำ ยังพอมีให้เห็นบ้างในบ้านคหบดีที่กำแพงเพชร

การค้นพบพระซุ้มกอ
เมื่อสมเด็จพุฒาจารย์(โต)เสด็จมาเยี่ยมญาติที่กำแพงเพชร บางท่านว่า มาฌาปนกิจท่านผู้หญิงแพง ภริยาพระยากำแพง(นาค) มีศักดิ์เป็นป้า หลวงพ่อโต ได้เสด็จมาพักที่วิหารวัดเสด็จ ท่านได้นั่งทางใน พบว่าในจอมปลวก มีสิ่งสำคัญอยู่ จึงโปรดให้เลกวัด(ผู้ดูแลรับใช้ในวัด) ขุดพบศิลาจารึกนครชุม (ศิลาจารึกหลักที่สาม) ท่านได้อ่านได้ทราบว่า มีพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เมืองนครชุม
ตรงข้ามเมืองกำแพงเพชร จึงโปรดให้พระยากำแพงผู้เป็นหลาน ได้ไปแผ้วถางและค้นพบ พระเจดีย์สามองค์อยู่บนฐานเดียวกัน เมื่อสมเด็จพุฒาจารย์(โต) ไปค้นหาพระธาตุ พบพระบรมธาตุ และค้นพบพระพิมพ์จำนวนมาก  มีพระซุ้มกอจำนวนมากด้วย ทรงสั่งให้ปฏิสังขรณ์  และรับสั่งให้ฟื้นฟูวัดพระบรม
ธาตุใหม่ แล้วพระองค์เสด็จกลับกรุงเทพ
   พญาตะก่า (แซงพอ)ชาวกะเหรี่ยง มาทำไม้ขอนสักที่เมืองกำแพง ได้ขออนุญาตรื้อพระเจดีย์ทั้งสามองค์ และสร้างเจดีย์ทรงมอญครอบไว้ แต่พญาตะก่าทำไม่เสร็จถึงแก่กรรมก่อน
   พะโป้ น้องชายพญาตะก่า เป็นคนในบังคับอังกฤษ มาขอสัมปทานป่าไม้ในกำแพงเพชร ได้ผลประโยชน์มากมาย จึงได้บูรณะปฏิสังขรณ์ พระบรมธาตุต่อ สร้างเสร็จก่อนพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จกำแพงเพชร เพียงสามเดือน
   ระหว่างที่รื้อ เพื่อดำเนินการซ่อมพระบรมธาตุได้ค้นพบพระซุ้มกอจำนวนมาก ในสมัยนั้นประชาชนไม่นิยมนำพระไปไว้ที่บ้านถือว่าไม่เหมาะสม ไม่เป็นสิริมงคล เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จเมืองกำแพงเพชร เมื่อเดือนสิงหาคม พุทธศักราช 2449  จึงมีผู้นำพระเครื่องมาถวายจำนวนมากพระองค์พระราชนิพนธ์ไว้ว่า
   ต่อเมื่อเสด็จมา จึงรู้ว่าพระพิมพ์ มีมากถึงเพียงนี้ ต่างคนต่างเตรียมกันออกมาถวาย ไม่ได้ถือหรือห่อมาตามปกติ จัดมาในพานดอกไม้นั่งราย ตามริมถนนได้เสมอทุกวันไม่ได้ขาด
เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงพระราชทาน พระเครื่องให้พระบรมวงศานุวงศ์และผู้ติดตาม ทำให้ประชาชนนิยมแขวนพระเครื่องหรือเก็บพระเครื่องไว้ กับตัวเอง เพื่อเป็นสิริมงคล จึงทำให้ประชาชนแสวงหาพระเครื่องกันอย่างมากมาย แต่ความเชื่อที่ว่า พระควรอยู่วัด ไม่ควรอยู่ที่บ้าน ยังอยู่ในหัวใจประชาชน 
การค้นพบครั้งต่อมา ประมาณพุทธศักราช 2490 โดยนาคนาค บุญปรี ได้ค้นพบพระเครื่องจำนวนมาก ที่บริเวณป้อมทุ่งเศรษฐี  แต่ความจริงการขุดสมบัติ จากพระวัด และปราสาทราชวัง มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 แล้ว การขุดในสมัยโบราณ นิยมเลือกเอาเฉพาะทองคำ เครื่องเพชร และสิ่งมีค่าที่ฝังไว้  .....  พระเครื่องจะไม่นิยมกันเลย เมื่อขุดพบ จะสาดทิ้ง ในบริเวณใกล้เคียง   นำสิ่งมีค่าไปขาย มีผู้ลักลอบขุดกัน ทั่วทั้งกำแพงเพชร ทั้งวัดและวัง จึงพังพินาศหมด
   พระเครื่องเริ่มมีราคาสูงขึ้น เพราะมีผู้นิยมมากโดยเฉพาะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่นิยมนำไปให้เจ้านาย
เพื่อ ผลประโยชน์หลายด้าน ที่บ้านของผู้เขียน ในราวพุทธศักราช 2499 มีผู้ขุดพระเกือบทุกคน นำพระเครื่องมามอบให้บิดา (ปลัดเสรี อภัยราช) ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งปลัดอำเภอเมืองกำแพงเพชร จำได้ว่าทุกวัน จะนำพระไปตากที่นอกชานบ้าน ขนาดสนามบาสเกตบอล ทุกวัน มีมากขนาดที่ไม่มีใครสนใจ เลย บิดา ได้นำพระที่ตากแล้วใส่กระป๋องยาเส้น แยกขนาดและประเภทวางไว้ตามคร่าวข้างฝาเรียงรายเต็มไปหมด แต่ไม่มีใครในบ้านสนใจมากมาย นอกจากช่วยกันนับแยกประเภทออกเท่านั้น ภาพเหล่านั้นยังซึมซับอยู่บ้าง ระยะหลังบิดาได้ให้พระแก่ผู้มาขอไปทั้งหมด โดยมิได้เก็บไว้เลยและหมดไป ในระยะเวลาไม่ถึง 20 ปี เหลือไว้แต่เพียงภาพในอดีตเท่านั้น
   การค้นพบระยะหลังๆเป็นสาเหตุทำให้ พระเจดีย์น้อยใหญ่ วิหารโบสถ์ ถูกทำลายโดยสิ้นเชิง การขุดพระ ทำกันอย่างซ้ำซ้อนครั้งแล้วครั้งเล่า ขุดค้นกันทุกตารางนิ้ว แบบนำดินมาบดให้ละเอียดด้วยมือ เนื่องจากพบพระจำนวนมาก ทำให้ทุกคนแสวงหาพระเครื่องกันมาก ถนนทุกสาย มุ่งมาที่กำแพงเพชร มือใครยาวสาวได้สาวเอา บ้านเมืองในขณะนั้น ปากว่าตาขยิบ เมื่อพระกรุใดแตก ก็แบ่งพระกันไป ผู้เขียนเคยไปดูรุ่นพี่ๆเขาขุดกัน ขุดกันอย่างเปิดเผยแม้จะผิดกฎหมาย พระเครื่องพระบูชากำแพงเพชรมากจริงๆ เมื่อขุดลงไปราวๆ 10 เมตร โรยเชือกและตะเกียงเจ้าพายุลงไป พบพระบูชาวางเรียงรายเต็มฐานพระเจดีย์ นับร้อยองค์ ค่อยๆมัดองค์พระใส่เข่ง ดึงพระขึ้นมาจากหลุม มาแบ่งกันปากหลุม บางที ก็ซื้อขายกันปากหลุมเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรม ในเมืองกำแพงเพชรขณะนั้น
   แม้แต่เศษของพระซุ้มกอ ก็ยังแสวงหาเพราะทรงอานุภาพมาก อิทธิฤทธิ์ของผงอิทธเจ และคาถาอาคมที่กำกับ  เกจิทั้งหลาย ทดลองมาปลุก ยังกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าแม้แค่ชิ้นส่วนยังทรงอานุภาพ  ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่พระซุ้มกอกำแพงเพชร มีค่าและราคา เลขเจ็ดหลัก  ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมจึง มีผู้คนแสวงหากันมาก
   ด้วยเหตุสำคัญนี้จึงมี ผู้ทำพระซุ้มกอปลอมจำนวนมาก ทั้งทำเหมือนขุดจากกรุ และลือว่ากรุแตก
โดยนำพระไปโรยไว้ที่หลุมที่อ้างว่าพบ พระ  การซื้อขายพระซุ้มกอทำเหมือนเป็นสินค้าเลยทีเดียว  เซียนทั้งหลาย ที่ตั้งตนเป็นเกจิเชี่ยวชาญการดูพระ โดนต้มไปเป็นจำนวนมาก  คนในพื้นที่ ที่ทราบความจริง ก็ได้แต่หัวเราะ เพราะพระซุ้มกอที่เมืองกำแพงเพชรไม่มี อีกแล้ว พระที่ขึ้นมาใหม่ ล้วนเป็นพระที่ฝังไว้ในช่วง 50 -60 ปีเท่านั้น มิใช่พระสมัยโบราณจริงๆ
   กรุที่พบพระซุ้มกอ
   1. กรุทุ่งเศรษฐี  เมืองนครชุม   พบทุกกรุและมีจำนวนมากมาย  อาทิ
      1.1 กรุวัดพระบรมธาตุ นครชุม เป็นกรุแรกที่ ค้นพบพระซุ้มกอ มีการขุดค้นกันตลอด แม้ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมายังมีการขุดค้นอยู่  อาจกล่าวได้ว่าเป็นต้นกำเนิดพระเครื่อง เพราะเนื่องจากพญาลิไท ได้บรรจุพระบรมธาตุและพระเครื่อง ที่วัดพระบรมธาตุแห่งนี้
      1.2 กรุเจดีย์กลางทุ่ง เป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์  หรือเจดีย์ทรงดอกบัวตูมที่มีลักษณะงดงามมาก สร้างราวสมัยพญาลิไท มีการขุดค้นพบพระกำแพงซุ้มกออย่างมากมายที่วัดแห่งนี้ ทั้งในพระเจดีย์และบริเวณอุทกสีมา
      1.3 กรุวัดพิกุล วัดพิกุลมีมณฑปทรงเทวาลัย คาดว่าก่อนหน้าพระพุทธศาสนา วัดพิกุลเป็นเทวาลัยของศาสนาพราหมณ์มาก่อน ผู้ขุดค้นที่วัดพิกุลเล่าให้ฟังว่า เมื่อราวพ.ศ.2490 วัดพิกุลยังเป็นป่าทึบ ได้ขุดค้นพบสมบัติมากมาย พร้อมโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่ฝังไว้พร้อมกับเครื่องแต่งกายสมัยทวาราวดี ใต้ฐานบันไดขั้นที่ 2ของเทวาลัย มีดาบ สังวาล แหวนและเครื่องประดับอื่นๆ เป็นจำนวนมาก 
เมื่อขุดค้นพบ ได้แบ่งปันกันไป และทำลายกระดูกนั้นเสีย ส่วนพระเครื่องไปสาดทิ้งในบริเวณอุทกสีมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระกำแพงนางพญาที่วัดพิกุลนี้งดงามมาก
      1.4 กรุวัดซุ้มกอ วัดซุ้มกอเป็นวัดเล็กๆในเขตอรัญญิกนครชุม อยู่หน้าศูนย์ท่ารถบขส.ในปัจจุบัน ถนนเข้าเมืองกำแพงเพชรตัดผ่านวัด ทำให้เสียหายมาก พระซุ้มกอที่ค้นพบในวัดนี้ มีจำนวนมาก จนประชาชนเรียกขานวัดแห่งนี้ว่าวัดซุ้มกอ เนื่องจากมีพระดีจำนวนมาก วัดจึงถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง  แต่เดิมเหลือสภาพเป็นแค่เนินดินคล้ายจอมปลวก  เมื่อผู้เขียนเป็นเด็ก มีไร่มีสวนอยู่หลังวัดซุ้มกอได้มีโอกาสเดินผ่านเกือบทุกวัน พบเห็นผู้คนขุดค้นกันทั้งกลางวันและกลางคืน
      1.5 กรุบ้านเศรษฐี อยู่บริเวณป้อมทุ่งเศรษฐี ในบริเวณหลังป้อม มีวัดหลายวัด แต่ในบริเวณป้อมไม่มีวัดอยู่ จากการขุดแต่งของกรมศิลปากร ไม่พบสิ่งก่อสร้างในบริเวณป้อมเลย   เจดีย์วิหารและโบสถ์ทั้งหลาย  ได้ถูกไถทิ้งไป ในคราวขุดสระขนาดใหญ่ของเอกชน  มีการขุดค้นพบพระซุ้มกอบริเวณนอกป้อมทุ่งเศรษฐี จำนวนมาก
      1.6 กรุวัดหนองลังกา  เป็นเจดีย์ทรงลังกา งดงามมากอยู่กลางทุ่ง   สร้างสมัยสุโขทัย
สันนิษฐานว่าสมเด็จพระสังฆราชจากลังกา เสด็จมาประทับที่วัดหนองลังกาแห่งนี้  มีการขุดค้นพระเครื่องที่วัดหนองลังกา อยู่ตลอดเวลาแม้ในปัจจุบัน
   นอกจากนั้น ยังพบ พระซุ้มกอ ในกรุอื่นๆในบริเวณทุ่งเศรษฐี  อีกหลายสิบกรุ
แต่หลักฐานส่วนสำคัญ ได้ถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิง
     เนื้อพระซุ้มกอบริเวณทุ่งเศรษฐีนี้ งดงามมาก ใช้ดินบริเวณทุ่งเศรษฐีนี้เองในการมาพิมพ์พระ นับว่าเป็นเคล็ดลับสำคัญอย่างหนึ่งของ พระซุ้มกอกรุทุ่งเศรษฐี
   2. กรุพระซุ้มกอฝั่งกำแพงเพชร
      2.1 กรุวัดพระแก้ว  เป็นวัดหลวงอยู่กลางเมืองกำแพงเพชร เป็นวัดมีขนาดใหญ่เชื่อกันว่า เมื่อครั้งพระแก้วมาประดิษฐานที่กำแพงเพชร ได้มาประดิษฐานที่วัดพระแก้วแห่งนี้ จึงเรียกขานกันว่าวัดพระแก้ว  พบพระซุ้มกอ   เนื่องจากวัดพระแก้วเป็นวัดหลวง จึงพบพระซุ้มกอโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระซุ้มกอหน้าทองจำนวนมากที่วัดนี้
      2.2 วัดในเขตอรัญญิกของกำแพงเพชร ที่มีวัดอยู่กว่า 50 วัด อาทิวัดพระนอน วัดป่ามืด
วัดพระสี่อิริยาบถ วัดนาคเจ็ดเศียร วัดฆ้องชัย วัดสิงห์ วัดช้างรอบ  วัดกรุสี่ห้อง วัดริมทาง วัดอาวาสน้อย
วัดอาวาสใหญ่ วัดหมาผี วัดกำแพงงาม วัดช้าง  ฯลฯ  ปรากฏว่า ทุกวัดพบพระเครื่องซุ้มกอจำนวนมาก

   พระซุ้มกอเมืองกำแพงเพชร เป็นเหมือนดั่งอัญมณีที่สำคัญของเมืองกำแพงเพชร ทำให้คำขวัญวรรคแรกของ จังหวัดกำแพงเพชร   ว่า กรุพระเครื่อง   เมืองคนแกร่ง    ศิลาแลงใหญ่  กล้วยไข่หวาน น้ำมันลานกระบือ  เลื่องลือมรดกโลก  ผู้คนรู้จักกำแพงเพชร เพราะพระกำแพงซุ้มกอ จำนวนมากเช่นกัน คนกำแพงเพชร สมควรที่จะภูมิใจในความเป็นคนกำแพงเพชร และเมืองมรดกโลก ไปนานแสนนาน 

เก่ง กำแพง

เก่ง กำแพง เก่ง กำแพง

ร้านพระเครื่อง

ผู้เยี่ยมชม

วันนี้ 1,432   คน
เดือนนี้ 30,974   คน
ปีนี้ 30,974   คน
ทั้งหมด 2,271,268   คน
เริ่มนับ 18 ธันวาคม 2553