ดูพระแท้

พระยอดขุนพล วัดไก่ ลพบุรี

 

 

 

พระยอดขุนพล วัดไก่ ลพบุรี
หมู่ที่ 5 ตำบลทะเลชุบศร อ.เมือง จ.ลพบุรี
•••••••••••••••••••••••••
วัดไก่เป็นวัดเก่าแก่ในสมัยโบราณ ในอดีตวัดไก่เป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรืองยิ่ง 
วัดหนึ่ง ปัจจุบันเป็นวัดร้างที่เหลือแต่ซากพระเจดีย์ปรักหักพังให้เห็นเท่านั้น อยู่ในพื้นที่
ตำบลทะเลชุบศรหมู่ที่ 5 อำเภอเมือง จ.ลพบุรี (นอกเขตเทศบาล) อยู่ในละแวกเดียว
กันกับวัดศาก (หินสองก้อน)และวัดชีป่าสิตาราม โดยห่างกันไม่เกินครึ่งกิโลเมตร ทาง
ทิศเหนือ วัดศาก (หินสองก้อน) ทางทิศใต้ คือวัดชีป่า วัดไก่เป็นวัดเก่าวัดแก่ที่มีความ
สำคัญยิ่งทางประวัติศาสตร์มิใช่น้อย คงมีความเจริญรุ่งเรืองสุดขีด พื้นที่ของวัดมีบริเวณ
กว้างขวางมาก วัดไก่นี้ไม่ปรากฏหลักฐานว่า ใครเป็นผู้สร้าง หรือสร้างมาแต่เมื่อไร แต่
จากการสันนิษฐานของนักโบราณคดีและนักวิชาการ ได้กำหนดเอาว่าวัดไก่นี้สร้างขึ้น
ใน สมัยอยุธยาตอนต้นๆ คือราวๆ พุทธศตวรรษที่ 18-19 เป็นอย่างต่ำ

จากหลักฐานที่ปรากฏให้เห็นคือ เจดีย์ เจดีย์วัดไก่นี้มีความเก่าแก่ สร้างแบบ
"ทรงลังกา" นักโบราณคดีจะกำหนดค่อนข้างแน่ชัดว่า สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาเรือง
อำนาจ จากการสังเกตหลักฐานจากสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม และประติมากรรม 
บ่งบอกอย่างแน่ชัด และมีสิ่งที่น่าคิดน่าศึกษาอีกมากในเรื่องพระเครื่องและพระบูชา
ในองค์พระเจดีย์ เครื่องประดับปรางค์ รวมถึงลักษณะทรวดทรงของพระเจดีย์ด้วย

จากการขุดค้นหาพระเครื่องและของมีค่าของนักเผชิญโชครุ่นเก่าๆ หลายครั้งหลายหนและหลายคนที่เข้าไปค้นหา (อย่าง
ไม่เป็นทางการ) ปรากฏว่านักเผชิญโชคเหล่านั้นได้พระกันไปจำนวนมาก พระที่ได้จากกรุวัดไก่นี้มีอยู่ด้วยกันหลายพิมพ์ทรง
ปะปนกันไป มีพระหลายสมัยรวมอยู่ด้วยกัน เช่น พระศิลปลพบุรีบริสุทธิ์ กับศิลปอยุธยา ก็เป็นที่เชื่อได้อย่างแน่นอนว่า 
, พระที่มีศิลปลพบุรีนั้นได้ถูกนำมาบรรจุรวมกับพระศิลปอยุธยาในภายหลัง (ขณะที่สร้างพระเจดีย์) ภายในกรุมีทั้งพระบูชา
และพระเครื่องหลายอย่างหลายชนิด ซึ่งก็เหมือนกับเจดีย์รายบางองค์ ในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ลพบุรี หรือที่อื่นๆ ด้วยเช่นกัน 
(ของสมัยสูงสามารถนำมาบรรจุสมัยต่ำกว่าได้ โปรดเข้าใจ)

เมื่อปีพุทธศักราช 2497 พระเจดีย์วัดไก่ยังไม่ฟังทลายลงนั้น จะแลดูสูงเด่นเป็นสง่างาม มีความใหญ่โตโอ่อ่ามากกว่า
เจดีย์อื่นๆ เสียอีก มองดูแล้วซึ้งและทำให้เกิดอารมณ์ทึ่งทัศนียภาพต่างๆ รอบๆ บริเวณวัดไก่มีแต่ความพิศวง อากาศรื่นรมย์
และร่มเย็นเหมาะสมกับเป็นสถานที่ "แห่งความสงบ" ประชาชนคนโบราณได้ใช้สถานที่แห่งนี้ประกอบพิธีทางศาสนา และ
ประเพณีต่างๆ ตลอดมา บัดนี้คงเหลือแต่อดีต ปัจจุบันบริเวณวัดไก่มีแต่ความจอแจแออัดยัดเยียดเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย 
ปลูกสร้างบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว และนับวันจะมีมากขึ้นทุกขณะเป็นทวีคูณ

เดิมทีเดียววัดไก่นี้จะมีชื่อว่าวัดอะไร ไม่มีใครทราบ และไม่มีใครตอบถูก เพราะว่าวัดไก่นี้ถูกปล่อยให้เป็นวัดร้างมานาน
นับเป็นร้อยปี ขาดการดูแลรักษา ขาดการบูรณะซ่อมแซมและปฏิสังขรณ์ ไม่มีพระภิกษุสงฆ์หรือสามเณรอาศัยอยู่ จึงทำให้
หมดสภาพและเสื่อมโทรมลงตามอายุกาล ผู้คนและบ้านช่องไม่มีปลูกสร้างอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้นหลาย ความรกร้างว่างเปล่า
ทำให้เกิดสุมทุมพุ่มไม้ขึ้นปกคลุมไปทั่วบริเวณ ต้นไม้ต้นหญ้าร่วงหล่นหักทับถมโบราณวัตถุโบสถ์ เจดีย์ ยิ่งทำให้เกิดการผุกร่อน
ชำรุมทรุดโทรมตามธรรมชาติ ยิ่งนานวัด,นานปี,นานเดือน เข้ายิ่งทำให้โบราณสถานต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพและเสื่อม
โทรมไปตามกาลเวลา ดังในภาพของเจดีย์ที่เราเห็นนี้นี่แหละ ที่จะเป็นคำตอบแก่เราได้ว่า วัดนี้คือวัดไก่ เหตุผลก็มีอยู่ว่า รอบๆ 
ฐานของพระเจดีย์นั้น จะมีรูปไก่ปั้นด้วยปูนขาวล้อมรอบองค์พระเจดีย์มีรูปไก่นั่นเอง ประชาชนจึงได้ขนานนามวัดร้างแห่งนี้
ว่าวัดไก่ก็ได้

ผู้เขียนเองยังไม่เชื่อสนิทใจนักว่า ชื่อนี้สมัยโบราณจะชื่อ วัดไก่ ในความเห็นส่วนตัวผู้สร้างเจดีย์ อาจจะสร้างให้กับผู้ที่เกิด
ปีระกา หรืออาจจะสร้างให้แก่แม่ทัพนายกองหรือผู้มีพระคุณเพื่อที่จะบรรจุอัฐิธาตุก็ได้ และผู้ที่สร้างจะต้องเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ทีเดียว 
และเชื่อว่าต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ด้วยอย่างแน่นอน เพราะว่ามีเจดีย์ 2 องค์สร้างในระดับและแนวเดียวกัน, สร้างใหญ่เท่ากัน 
ไม่ห่างไกลกันมากนัก นั่นคือ เจดีย์วัดชีป่า, และวัดทั้งสองอยู่นี้ก็อยู่ภายในกำแพงเมืองชั้นที่ 3 ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
อีกด้วย

เรื่องของไก่มีหลายอย่างหลายชนิด จะไม่ขอกล่าว กล่าวเฉพาะวัดไก่ที่ผมจะนำท่านทั้งหลายไปพบกับพระเครื่องและพระ
บูชาของวัดนี้เท่านั้น แต่ก่อนจะนำไปพบกับพระ ก็ขอนำท่านพบกับหมู่บ้านวัดไก่เสียก่อน หมู่บ้านวัดไก่เป็นหมู่บ้านที่ไม่ค่อยใหญ่
โตมากมายนัก เพิ่งจะมีผู้คนเข้าไปจับจองถากถาง และโค่นต้นไม้น้อยใหญ่ เพื่อปลูกบ้านอาศัยในภายหลัง ทำให้บรรดานกหนู
และสัตว์ต่างๆ ต้องเคลื่อนย้ายอพยพไปอยู่ยังถิ่นอื่น เพราะประชาชนปลูกบ้านเต็มไปหมด และจะมีมากขึ้นเป็นลำดับ ในบริเวณ
พื้นที่ที่ผู้คนได้เข้าไปอยู่นั้น บางคนก็มีอาชีพเผาถ่าน บางคนก็รับเหมาขุดดินถมท้องร่อง บางคนก็ทำเลือกส่วน เมื่อทำการขุดดิน
ลึกลงไปนั้น โดยมากจะพบกับแผ่นอิฐติดกันเป็นพืด เรียกว่าติดต่อกันเป็นบริเวณกว้าง โดยมากจะพบแต่อิฐก้อนโตๆ แสดงว่า
พื้นที่ของวัดไก่จะเป็นโบราณสถานหลายอย่างหลายชนิด พร้อมทั้งเจดีย์รายองค์เล็กๆ สร้างล้อมรอบเจดีย์ใหญ่ด้วย จากการที่
พบแผ่นอิฐเป็นบริเวณกว้างนั่นเอง ก็ทำให้เราเชื่อได้ว่าจะต้องเป็นวัดแน่นอน ไม่ใช่มีเฉพาะเจดีย์องค์เดียวคงจะเป็นพื้นที่ที่ตั้ง
ของวัดมาก่อน

เจดีย์วัดไก่ได้ฟังทลายลงเมื่อกลางคืน ปีพุทธศักราช 2503 เวลา 3 ทุ่มเศษ เพราะฝนตกพรำอยู่นานถึง 5 วัน 5 คืน 
ทำให้เจดีย์พังลงหมดรูปหมดร่างอย่างสิ้นเชิง คงทิ้งไว้แต่ซากฐานให้เราได้เห็นเท่านั้น ก็เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่บรรพบุรุษ
ของเราได้อุตส่าห์สร้างไว้ให้ลูกหลานชม บัดนี้ได้สูญสลายไปแล้วที่สุด คงไม่ได้เห็นภาพอันสวยงามเช่นนั้นอีกผมไม่สามารถ
จะนำภาพถ่ายที่สมบูรณ์แบบมาให้ท่านที่เคารพรักได้ชมได้ ก็ต้องขออภัย เพราะสุดความสามารถจริงๆ

พื้นที่ของวัดไก่ ขณะนี้ยังไม่มีผู้คนเข้ามาอยู่อาศัย ก็คงเป็นป่าทึบและมีระยะอันยาวนานของความรกร้างนั้น เมื่อปีพุทธ
ศักราช 2489-2490 จะมีบ้านเพียง 1-2 หลังคาเรือนเท่านั้นครั้งแรกเลยจังหวัดทหารบกลพบุรี (จทบ.ลบ) ยังมิได้เข้าไปอยู่ใน
พื้นที่ของวัดไก่ คงตั้งอยู่ในค่ายสมเด็จพระนารายณ์ มาแยกย้ายกันเมื่อญี่ปุ่นบุกเข้ามายังประเทศไทย ทหารของเราที่จำเป็นต้อง
ออกไปอยู่ตามวัดวาอารามต่างๆ ทั่วๆ ไป เฉพาะตัวจังหวัดทหารบกนั้น ก็ต้องอาศัยพื้นที่ทำงานที่โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จนกระทั่ง
ปี พ.ศ. 2490 ตัวจังหวัดก็ย้ายโรงเรียนพิบูลฯ มาอยู่ที่วัดไก่ถึงปัจจุบันนี้ พื้นที่ของวัดไก่ เป็นพื้นที่ของกรมยุทธศึกษามาก่อน

เมื่อ จทบ.ลบ. ย้ายมาอยู่ที่วัดไก่ได้ประมาณ 1 ปี ผู้บังคับการจังหวัดคือ พลตรีหลวงวงศ์ วีระเดช ขณะนั้น ก็ได้ใช้ช่างปั้น
รูปไก่ด้วยปูนสีขาว ไก่ยืนหันหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งขณะนี้ก็ยังมีอยู่ บริเวณรูปไก่เป็นสนามเด็กเล่น บรรดาลูกหลานของ
ข้าราชการใน จทบ.ลบ. ได้มีเวลาพักผ่อนหย่อนใจคลายอารมณ์ รื่นเริง ทั้งยามเช้าและยามเช้าและยามเย็นเป็นอย่างดี เมื่อทาง
ราชการใช้สถานที่ก่อสร้างอาคารต่างๆ ลงในบริเวณวัดไก่ ก็จำเป็นอยู่เองที่ผู้มาอยู่อาศัยจะต้องสร้างสิ่งที่เป็นอนุสรณ์สถาน
หรือสัญลักษณ์ไว้ในกรมกอง ซึ่งเป็นคติธรรมของคนไทยโบราณที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ช้านาน อนุสรณ์สถานแห่งนี้ก็คือ รูปไก่ 
และใกล้ๆ บริเวณรูปไก่จะมีคุกสำหรับขังนักโทษ ผู้ที่ถูกคุมขังโดยมากจะเป็นพวกทหารเท่านั้น (พลเรือนไม่มี) คุกหรือตาราง
ที่วัดไก่นี้นี่แหละคือที่คุมขังทหารที่กระทำตนผิดวินัย และความผิดต่างๆ ในหลายกรณี เช่น ปล้น, ฆ่า,จี้,หนี,ขาด,พยายามฆ่า,
ข่มขืนกระทำชำเรา,เหล่านี้เป็นต้น

ผู้ต้องหาเหล่านี้โดยมากจะมาจากหน่วยต่างๆ ในพื้นที่ จทบ.ลบ. ทั้งหมด โดยส่งมาควบคุมที่เรือนจำวัดไก่ ผู้ผ่านการเป็น
ทหารทั้งเก่าและใหม่ โดยมากจะรู้จักผู้คุมเรือนจำเป็นอย่างดีเมื่อเอ่ยถึงชื่ออันไพเราะเพราะพริ้งแล้ว ทุกคนจะต้องร้องอ๋อทันที 
ก็ จ่าสุข ไงครับ จ.ส.อ. สุข คงเจริญ ฉายาคนกินเมียหรือผัวพญายม "ในคู่สร้างคู่สม" เมื่อทหารที่เป็นนักโทษได้ยินชื่อนั้นแล้ว
จะต้องสะดุ้ง-ผวา แปดตลบเพราะว่าบุคคลผู้นี้คือ ผู้คุมนักโทษของ จทบ.ลบ. ในอดีต จ่าผู้นี้นี่แหละคือที่มาของพระกรุวัดไก่ 
อันมีชื่อเสียงเล่าลือระบือไกล ดังกระฉ่อนไปทั่วแคล้นแดนสยาม

สาเหตุที่ทำให้พระมีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะตัวจ่าสุข มีพระองค์เดียวจากกรุวัดไก่เพื่อไว้ห้อยคอ แล้วเกิดประสบการณ์ต่างๆ 
นานา หลายสิบครั้งหลายสิบหน ปรากฏว่าไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใดทั้งสิ้น (เป็นอันว่ามีแต่บวกไม่มีลบ) พระที่จ่าสุขได้ 
เพราะจ่าเคยคุมทหารที่ต้องขังไปทำความสะอาดบริเวณรอบๆ แท็งค์น้ำในค่ายสมเด็จพระนารายณ์ ทหารคนหนึ่งได้หลบหนีไป 
ต้องร้อนถึงผู้คุม ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 2-3 คน จ่าสุข ขันอาสาติดตามเองและแทบทุกครั้งเมื่อทหารหนี จ่าสุขแกจะต้องติดตามมาจนได้ 
ด้วยความสามารถ จิตใจของจ่าเหี้ยมเกรียมและเด็ดเดี่ยว ทำให้ทหารต้องโทษเกรงกลัวมาก ดีไม่ดีบางทีก็เอาตาย……

ชื่อเสียงของจ่าสุขเป็นที่ครั่นคร้ามของบรรดาเหล่านักโทษทั้งหลาย แต่ก็ไม่วายที่จะมีทหารหนี เย็นวันหนึ่งที่ทำให้จ่าสุข
เหนื่อยที่สุดก็คือทหารได้หนีเข้าไปอยู่ในโพรงขององค์พระเจดีย์ที่วัดไก่ขณะนั้นถนนห นทางไม่มี เป็นป่าทึบ จ่าสุขต้องเดินมา
ที่เจดีย์ เพื่อจะดูว่าทหารคนที่หนีนั้นจะไปทางไหน จ่าได้ขึ้นไปยังเจดีย์วัดไก่ เพราะเป็นที่สูง ย่อมจะเห็นจุดที่หมาย (คนหนี)ได้ง่าย

ขณะที่หันมองเหลียวซ้ายแลขวาอยู่นั้น พลันสายตาก็เหลือบไปพบโพรงของพระเจดีย์ซึ่งอยู่ตรงกลางพอดี ในโพรงหรือ
ปล่องระบายอากาศนั้น คนสามารถเข้าไปซ่อนตัวอยู่ได้ จ่าแกก็ชะโงกหน้ามองดูที่ปล่องนั้นเห็นเป็นเงาๆ คล้ายนกหรือค้างคาวบิน 
จ่าแกก็ชักปืนออกจากเอวทันที พร้อมทั้งขึ้นลำและส่งเสียงสำทับไปว่า เฮ้ย…ใครอยู่ในนั้นวะ ขึ้นมาเสียดีๆ เดี๋ยวยิงตายนะ 
ผลที่สุดเมื่อทหารคนนั้นได้ยินเสียงเข้าก็จำได้ แล้วก็ร้องขอความกรุณา อย่าทำผมเลย…. อย่าทำผมเลยสำหรับทหารคนนั้น
ได้ลงไปถึงใต้ฐานพระเจดีย์ ซึ่งมีความลึกมากและได้พระขึ้นมาจำนวนหนึ่ง พอขึ้นพ้นปากหลุมนั้น ก็นำพระที่ได้ให้จ่าทันที 
เป็นอันว่าทหารคนนั้นรอดจากการถูก "ซ้อม" ไปแต่ก็ต้องชดใช้กรรมในตารางต่อไป สำหรับนักโทษที่ไม่ได้หนีจ่าแกก็ให้ผู้คุม
คนอื่นคุมแทน เมื่อจ่าแกรู้ว่า ภายในนั้นมีพระเครื่อง และมีผู้ลักลอบขุดอยู่ก่อนแล้ว แกก็อุบเงียบไว้ในใจ 2-3 วัดต่อมา จ่าก็ลง
ไปในโพรงนั้น และยังได้พบพระอีกจำนวนหนึ่ง จ่าแกได้พระจากวัดไก่นี้ แต่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลย และได้อีกเป็นจำนวนมาก
ก็เมื่อตอนย้ายมาอยู่ที่วัดไก่แล้ว เมื่อสถานที่วัดไก่เป็นของ จทบ.ลบ. เรียบร้อยแล้ว ก็จำเป็นอยู่เองต้องทำความสะอาดพื้นที่ 
ตัดต้นไม้ต้นหญ้า ถากถางทำความสะอาดให้เป็นที่น่าอยู่น่าอาศัย จนเกิดการเตียนโล่ง สวยงามสมกับเป็นที่ของทางราชการ

จ่าสุข คุมนักโทษอยู่ประมาณ 15 ปี ก็ย้ายมาอยู่หน่วยสารวัตร พระที่จ่าสุขได้จากเจดีย์วัดไก่นี้โดยมากเป็นพระหลายปาง 
(พิมพ์ทรง) โดยมากจะมีทั้งเนื้อดิน-ชิน มีนักเล่นและนักนิยมพระทั้งเก่าและใหม่ เรียกชื่อผิดเพี้ยนกันไประหว่างนักเล่นรุ่นเก่า
- กับนักเล่นรุ่นใหม่ เช่น พระซุ้มเรือนแก้ววัดไก่ บางคนเรียกหูยานเรือนแก้ว หรือพระยอดขุนพล พระวัดไก่มีหลายพิมพ์ทรง
ปะปนกันอยู่ ศิลปะนั้นมีทั้งลพบุรี และอยุธยา เท่าที่รู้มีพระแผงพิกุล พระแผงพันกรุวัดไก่ (มีพันองค์) พระซุ้มปรางค์เดี่ยว ใบ
ตำแย-อรัญญิก-เสมาทิศ ชื่อเดียวกันแต่มีคนเรียกไม่เหมือนกัน ทางพิจิตรเรียกใบตำแย ทางลพบุรีเรียกอรัญญิก ทางอยุธยา
เรียกเสมาทิศ ก็เป็นเรื่องที่น่าแปลก

พระซุ้มเรือนแก้ววัดไก่หรือที่บางคนเรียกว่า พระยอดขุนพลนั้น เป็นศิลปลพบุรี ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุก็มี เคยขุดได้
เป็นทางการเมื่อปี 2518 เป็นพระพิมพ์เดียวกันด้วย มีส่วนสูงประมาณ 7 ชม. กว้างประมาณ 4 ชม. ปางสะดุ้งมาร ประทับนั่งบน
บัวคว่ำ - บัวหงาย มีสังฆาฏิเป็นรอยลึกทุกองค์ มีความคมชัดเจนมากกว่าพระอื่นๆ ในตระกูลเดียวกัน แต่รู้สึกว่าองค์พระจะใหญ่
ไปสักหน่อย พระเกศมาลาเหมือนฝาละมี (หรือฝาชี) ไม่แหลมไม่เตี้ยเกินไป ลักษณะองค์พระเท่าๆ กันกับพระหูยาน (หมายถึง
ไม่มีซุ้ม) สำหรับซุ้มของท่านนั้นแลดูแข็งกระด้างไปหน่อย แสดงให้เห็นฝีมือยังหยาบ สำหรับพระซุ้มปรางค์นั้น ก็คงเหมือนกับ
พระซุ้มปรางค์ที่ขุดได้จากกรุอยุธยาเป็นส่วนใหญ่ ผิดกันตรงที่ว่า พระกรุวัดไก่ของลพบุรี มีเชื้อชินหนากว่ามาก (ของกรุอยุธยา
เนื้อบางมาก) ก็เป็นข้อสังเกตที่เราควรจะนำมาเปรียบเทียบกันดูได้ จากข้อเท็จจริงเหล่านี้ ผมในฐานะที่อยู่ลพบุรีมานาน มีความ
สนใจและค้นคว้าเรื่องของวัดไก่นี้อย่างสุดความสามารถ ใครพูดอย่างไรหรือพบพระกรุวัดไก่ที่ไหน มักจะดูจนติดตาและสังเกต
ดูจนจำได้ จนกระทั่งเกิดความชินชาใครจะเอาพระอื่นมาแหกตาก็คงจะยาก พระวัดไก่มีด้วยกันหลายพิมพ์ทรงแต่ที่เรียกว่าเป็น
ยอดขุนพลนั้นเป็นจะมีก็เฉพาะพิมพ์ทรงที่มีซุ้มเรือนแก้ว องค์พระภายในซุ้มจะเป็นพระที่นั่งศิลปลวยลายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกนก
หรือซุ้มเรือนแก้ว ทั้งหมดจะมีความคมชัดทุกสัดส่วน แทบจะไม่มีที่ติเสียเลย องค์ประกอบของศิลป

พระยอดขุนพลวัดไก่ มีทั้งเนื้อชินเงิน และเนื้อตะกั่วผสม บางชนิดมีทั้งสนิมแดงอีกด้วยยังไม่เท่านั้นพระวัดไก่ยังมีพระที่มี
ศิลปะสมัยอยุธยารวมอยู่ด้วย เหตุเหล่านี้ไม่มีปัญหาใดๆ พระสมัยสูงสามารถบรรจุรวมกับพระสมัยต่ำกว่าได้ แต่เราต้องเข้าใจ
ปัญหาหรือเราเป็นบุคคลที่รู้แจ้งเห็นจริงที่จะพิสูจน์ข้ออ้างของถาวรวัตถุต่างๆ เหล่านั้นได้ โดยหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาอย่าง
ถ่องแท้ ขอบอกให้ทราบเสียเลยว่า พระบุทองคำสมัย "ทวาราวดี" ยังมีบรรจุอยู่ในกรุวัดราชบูรณะหรือวัดต่างๆก็ยังมี เพราะฉะนั้น
จงอย่าเข้าใจว่าพระต่างๆ คงได้กล่าวมาแล้วจะเป็นพระสมัยต่ำไปด้วยก็หาไม่ จะดูกันออก จะบอกกันถูก จะต้องดูศิลปถูกด้วย 
(ดูเป็น)

จากประสบการณ์ที่จ่าสุข "คนกินเมียหรือผัวพญายม" โดยใช้และเล่าให้ฟังว่า พระยอดขุนพลวัดไก่นี้ เป็นพระเครื่องที่เหนียว
ชะมัดยาด และแคล้วคลาดอย่างได้ผล จ่าแกใช้ของแกองค์เดียวเท่านั้น เพราะเป็นพระที่ค่อนข้างใหญ่โตสักหน่อย พุทธคุณ
ของพระยอดขุนพลนั้นจ่าแกพูดอย่างตรงๆ เลยว่า พระกรุวัดอื่นเป็นรอง แกเคยคุยว่า ผมโดนมานักต่อนัก ทั้งถูกลอบยิง, ทั้งถูก
รถชน ทั้งปั๊กเป้ากัดและอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างที่แกจารนัยให้ฟัง แกเชื่ออย่างสนิทใจของแกเลยทีเดียว จากประสบการณ์
ทั้งหลายอย่างที่แกบอกกล่าวข้างต้น ล้วนชวนให้ขบขันและหวาดเสียวไปด้วยประการทั้งปวง พระยอดขุนพลวัดไก่ ล้วนแต่ทรง
คุณค่าในเรื่องพุทธคุณเป็นที่ปรากฏชัดและแน่นอนกว่าพระกรุอื่นๆ นักนิยมพระรุ่นเก่าและรุ่นใหม่จึงขนานนามของท่านว่า 
"พระยอดขุนพลกรุวัดไก่" ท่านที่เคารพทั้งหลาย ท่านอาจจะไม่ค่อยได้พบกับพระพิมพ์ที่ท่านเห็นในรูปขณะนี้มากนัก หรือบ่อย
ครั้งนัก เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะคนที่มีพระประเภทนี้เขาเก็บเข้ากรุ (รัง) ของเขาหมด องค์ที่สวยงาม,คม,ชัดเจน,ไม่ลบเลือน,
สนิมสวย,ราคาก็หลายพัน หรือที่งามจริงๆ องค์ละเป็นหมื่นเทิน ใครมีพระวัดไก่มาที่ลพบุรีไม่ตกรถแน่ เพราะคนลพบุรีเลื่อมใส
ศรัทธาเหลือเกิน เขาต้องขอเช่าท่านแน่ๆ ขอให้เป็นของแท้ พระวัดไก่มีหลายพิมพ์ทรง เรื่องสนิมของพระยอดขุนพลกรุวัดไก่
ก็เหมือนกับพระกรุหูยานโดยทั่วๆไป เว้นไว้แต่บางองค์ จะมีสนิมเป็นอย่างอื่นผิดเพี้ยนไปบ้าง เพราะการเทพิมพ์หรือการสร้างใช้
วัสดุหรือส่วนผสมของแร่ธาตุผิดแผกแตกต่างกันออกไปเช่น เนื้อแก่ตะกั่ว เนื้อแก่ชิน

พระแผงอยู่บนดอกจันทร์ เป็นแผ่นๆ มีพระนั่งคล้ายพระหูยาน เนื้อละเอียดมากน้อยคนนักจะได้เห็น และอาจจะไม่มีใคร
ได้รู้จักดีเท่าใดนัก เพราะของมีน้อย หายากด้วย มีบางคนนำแผงพระดังกล่าวมาหักแบ่งครึ่งกันไว้บูชา เพราะเชื่อในพุทธคุณ 
(คือตัดเป็นองค์ๆ) เหมือนกับพระหูยานเนื้อดินหรือพระแผงสามพี่น้องนั่นเอง

วัดไก่เป็นชื่อที่มีความหมายสำหรับผู้ที่เป็นทหารหาญเป็นอย่างยิ่ง เพราะที่วัดไก่นี้จะมี ที่ควบคุมนักโทษหลายระดับชั้นรวม
อยู่ด้วย เช่น โทษฉกชิงวิ่งราว จี้ปล้น ฆ่าคนตาย ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊กหนี-ขาดราชการ โกงเงินหลวง เป็นชู้เมียนาย ข่มขืนกระทำ
ชำเรา ลักทรัพย์ เหล่านี้เป็นต้น ที่วัดไก่นี้จะมี "คุก" หรือตารางไว้สำหรับคุมขังนักโทษพวกนี้ (หมายถึงนักโทษทหารเท่านั้น) 
จ่าสุขจึงเป็นหนึ่งในผู้คุมที่ค่อนข้างจะโหดเหี้ยมคนหนึ่งที่ครั้งหนึ่งและยุคหนึ่งแ กเคยเป็นผู้คุมนักโทษอยู่ ณ ที่นั้น แกได้ต่อสู้
กับนักโทษ และถูกนักโทษ และถูกนักโทษลองดีอยู่ตลอดเวลา จากการที่แกใช้พระกรุวัดไก่ หรือพระยอดขุนพลวัดไก่มา 
แกก็รอดตายมาราวปาฏิหาริย์แทบทั้งสิ้น หลายครั้งหลายคราที่แกใช้พระวัดไก่แขวนคอทำให้กิติศัพท์ของจ่าสุขเป็นที่ร่ำลือ
ไปไกล เพราะเหตุที่ใช้พระวัดไก่นั่นเอง พระวัดไก่จะดีหรือไม่ไปถามดูได้ที่จ่าสุข ที่หน้าบ้านของแกจะมีป้ายเขียนไว้ว่า 
"บ้านนักเลง" ระหว่างลพบุรี-สระบุรี พอดี ถ้ามุ่งหน้าสู่กรุงเทพๆ บ้านของแกจะอยู่ซ้ายมือ แกอาจจะเล่ารายละเอียดที่น่าขบขัน
ให้ฟังก็ได้
เป็นพระเนื้อชินเงินและเนื้อดินก็มี เป็นพระศิลปะสมัย ลพบุรี สร้างในยุคอยุธยา วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่โบร่ำโบราณ ตั้งอยู่ ณ หมู่ 5 ตำบลทะเลชุบศร 
อ.เมือง จ.ลพบุรี (นอกเขตเทศบาล) อยู่ระแวกเดียวกับวัดซากและวัดชีป่าสิตาราม จากการสันนิษฐาน ของนักวิชาการทางโบราณคดี ได้กำหนดเอาว่า 
วัดไก่สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ราวพุทธศตวรรษที่ 18 - 19 เป็นอย่างต่ำ เป็นพระที่สร้างที่จังหวัดลพบุรี แต่เป็นยุคของอยุธยา ขุดค้นพบที่
พระเจดีย์วัดไก่ เมื่อก่อนปี 2489 - 2490 หลายสิบปีมาแล้ว
พระเครื่องพิมพ์ทรงต่าง ๆ มากมายทั้งที่เรายังไม่เคยพบเห็นก็มี และมีการขุดพบซุ้มปรางค์ พิมพ์นี้ได้จากกรุวัดราชบูรณะอยุธยาก็มี 
และลักษณะจะบางมาก ของวัดไก่จะหนา(จึงถือเป็นข้อสังเกต) อายุการสร้าง ไม่ต่ำกว่า 700 กว่าปี เป็นพระเครื่องพิมพ์หนึ่งที่ค่อนข้างยาว 
ไม่เหมาะสมที่จะนำมาแขวนคอ แต่นักเลงพระโบราณเขาใช้กันเพราะมีความเชื่อมั่นว่าพระวัดไก่ก็ดี พระวัดพระศรีก็ดัง พระวัดปืนก็เด็ด และยังมี
อีกหลายชนิดของพระแต่ละกรุ แต่ละวัด ในพื้นที่ลพบุรี เป็นพระที่ไว้ใจในเรื่องพุทธคุณ 

พระยอดขุนพล กรุวัดไก่ จ.ลพบุรี 
จัดได้ว่าเป็นสุดยอด พระขุนพลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระอันดับหนึ่งของพิมพ์นี้ มีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่สมัยโบราณเลยทีเดียว จนสมัยก่อนเมื่อกล่าวถึง
พระยอดขุนพลก็ต้องนึกถึง กรุวัดไก่ เป็นพระประทับนั่ง ในซุ้มเรือนแก้ว ฐานบัวสองชั้น พบพระสามเนื้อ คือ
พระยอดขุนพล กรุวัดไก่ เนื้อชินเงิน จะมีขนาดใหญ่กว่าพระเนื้ออื่น ในองค์พระ ที่สมบูรณ์จะปรากฏรายละเอียด ของหน้าตาชัดเจน เสาซุ้มทาง ด้านซ้าย 
ขององค์พระ หัวเสาจะสูงกว่าด้านขวา เป็นเอกลักษณ์ ในพิมพ์ ด้านหลัง เป็นหลังลายผ้า ลักษณะเนื้อเป็นแบบชินเงิน ผิวเทาอมดำ พบพราย ปรอทตามซอก
ประปราย เป็นพระที่หาองค์สมบูรณ์ ได้ยากมาก เนื่องจากมีขนาด เขื่อง แต่ไม่หนามาก จึงทำให้ ผุกร่อนไปตามกาลเวลาไปเสียหมด
พระยอดขุนพล กรุวัดไก่ เนื้อตะกั่วสนิมแดง เป็นพระที่มีขนาดย่อม กว่า พระเนื้อชินเงิน แต่มีความหนามากกว่า พุทธลักษณะแบบเดียว กับ พระยอดขุนพล 
ทั่วไป แต่คล้ายกับพระนั่งองค์กลางของ พระสาม พิมพ์ซุ้มกระรอกกระแต แต่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย เป็นพระที่เนื้อหาจัดมาก มีสนิมที่หนา สีแดงอมม่วง
ถึงแดงจัด พบไขขาวขึ้นแซมอยู่ทั่วไป จัดได้ว่า พระยอดขุนพลวัดไก่เนื้อนี้ เป็นเนื้อที่มีความนิยมสูงสุดในกรุ
พระยอดขุนพล กรุวัดไก่ เนื้อดิน พบหลายพิมพ์ ทั้งขนาดใหญ่ กลาง เล็ก เนื้อมีความหยาบพอประมาณ แต่มีความแน่นแ ละแกร่ง ด้านหลัง ปรากฏเป็น 
หลังแบบตอกปาดเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่เป็นแบบลายนิ้วมือ กดพิมพ์ ก็มีให้พบเห็น เนื่องจากพระพิมพ์นี้ บางพิมพ์คล้ายกับ พระองค์กลาง ของ พระพิมพ์ซุ้ม
กระรอกกระแต เซียนพระหัวใสบางคน จึงนำพระพิมพ์ซุ้ม กระรอกกระแต มาแบ่งเอาเฉพาะองค์กลาง แล้วบอกว่าเป็นพระยอดขุนพล วัดไก่เนื้อดิน 
ท่านต้องพิจารณาด้านข้าง ของพระประกอบด้วย ว่าพระพิมพ์นี้ มีรอยตัด ฝนมาหรือเปล่า เพื่อความแน่นอน

เก่ง กำแพง

เก่ง กำแพง เก่ง กำแพง

ร้านพระเครื่อง

ผู้เยี่ยมชม

วันนี้ 2,033   คน
เดือนนี้ 48,330   คน
ปีนี้ 669,051   คน
ทั้งหมด 2,909,346   คน
เริ่มนับ 18 ธันวาคม 2553